Get Adobe Flash player
 
พลตรี พร   ภิเศก
ผู้บัญชาการ
โรงเรียนเสนาธิการทหารบก

หน่วยขึ้นตรง

CGSC_QR Code

 

 สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ตอนที่ ๓

 (พ.ศ.๒๕๐๗ - ปัจจุบัน)

 

             กองทัพบกได้พิจารณาเห็นว่าที่ตั้งของโรงเรียนเสนาธิการทหารบกที่สวนสน ปฏิพัทธ์ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ มีความไม่สะดวกและไม่เหมาะสมหลายประการ เพราะที่ตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญ การจัดหาครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กระทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ต้องจัดมาบรรยายพิเศษ อีกประการหนึ่ง อาคารสถานที่เรียน ส่วนใหญ่ขาดความสง่างาม ไม่สมเกียรติกับที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของกองทัพบก ดังนั้น กองทัพบกจึงออกคำสั่งให้ย้ายโรงเรียนเสนาธิการทหารบก กลับเข้ามาตั้งที่โรงเรียนยานเกราะ กรุงเทพ ฯ เป็นการชั่วคราว เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๗ และให้เร่งดำเนินการจัดสถานที่เพื่อก่อสร้างโรงเรียนถาวรต่อไป และในที่สุด โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ก็มีสถานที่อันเหมาะสม สง่างาม และมีความสะดวกสบายพอสมควร ตั้งอยู่ที่ " อาคารประภาสโยธิน " ในบริเวณกรมยุทธศึกษาทหารบก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 

            ในสมันที่ย้ายจากสวนสนปฏิพัทธ์มาอยู่กรุงเทพ ฯ นี้ ได้เปิดการศึกษาชุดที่ ๔๓ จนถึงชุดที่ ๔๘ ณ ที่ตั้งชั่วคราวในบริเวณโรงเรียนยานเกราะ หลักสูตรการศึกษาคงใช้หลักสูตรการศึกษาเดิม ๕๒ สัปดาห์ จากชุดที่ ๔๓ จนถึงชุดที่ ๔๕ ต่อมาในชุดที่ ๔๖ ได้ร่นระยะเวลาการศึกษาลงเหลือ ๔๒ สัปดาห์ เนื่องจากความต้องการนายทหารฝ่ายเสนาธิการมีเพิ่มมากขึ้นในการจัดกำลังไปรบ ในสงครามเวียดนาม ต่อมาในชุดที่ ๔๙ ได้ย้ายโรงเรียนเข้ามาอยู่ ณ ที่ตั้งถาวรในอาคารประภาสโยธิน แล้วก็กลับไปใช้หลักสูตร ๕๒ สัปดาห์ เช่นเดิม 

            ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ กองทัพบกได้กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ให้สูงขึ้น จึงปรากฏว่ามีนายทหารที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเข้ารับการศึกษาได้น้อยมาก ไม่คุ้มค่าที่จะเปิดการศึกษา จึงได้ระงับการเปิดการศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๑๘ - ๒๕๑๙ ไว้ ๑ ปี และเปิดการศึกษาชุดที่ ๕๕ ในปี ๒๕๑๙ นอกจากนี้ยังได้เปิดการศึกษาหลัสูตรฝ่ายอำนวยการตำรวจชุดที่ ๑ 

            เพื่อสนับสนุนกรมตำรวจ และสนับสนุนการศึกษานี้มาตามลำดับต่อมา ในปีการศึกษา ๒๕๒๐ - ๒๕๒๑ (ชุดที่ ๕๖) ซึ่งในปีนี้ พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงเข้ารับการศึกษาในชุดที่ ๕๖ นี้ และทรงสำเร็จการศึกษาได้คะแนนยอดเยี่ยม 

            ต่อมาในชุดที่ ๕๘ ได้มีการปรับปรุงวิธีการคัดเลือกเข้ารบการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ใหม่ โดยให้หน่วยคัดเลือกนายทหารเข้ามารับการศึกษาตามจำนวนที่กำหนดให้ และได้ใช้วิธีการนี้ต่อมาจนถึงชุดที่ ๖๕ จึงได้เห็นว่าเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะปรากฏว่านายทหารนักเรียนจำนวนหนึ่ง มักมีมาตรฐานต่ำกว่ามาตรฐานของชุดอยู่เสมอ จนทำให้มีการส่วนายทหารนักเรียนกลับต้นสังกัด ๑๐ นาย ในชุดที่ ๖๑ เพราะไม่สามารถสอบผ่านภาควิชาพื้นฐานในช่วงต้นของการศึกษา ในชุดที่ ๖๓ สอบตก ๑ นาย และในชุดที่ ๖๕ สอบไม่ผ่านภาควิชาพื้นฐาน ๑ นาย ดังนั้น ในการคัดเลือกนายทหารเข้ารับการศึกษาในชุดที่ ๖๖ กองทัพบกจึงกำหนดวิธีการคัดเลือกเสียใหม่ โดยใช้วิธีการสอบคัดเลือก และให้โรงเรียนเสนาธิการทหารบก จัดทำคู่มือทางวิชาการ ซึ่งประกอบด้วย วิชาทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง และ ทหารสื่อสาร วิชาการปฏิบัติการรบตามแบบ วิชาการสงครามพิเศษ วิชาเสนาธิการกิจ วิชาแผนที่และเครื่องหมายทางทหาร และวิชากรมฝ่ายยุทธบริการ รวม ๑๐ ชุดวิชา ให้นายทหารผู้ประสงค์จะสอบคัดเลือกเข้ารับการศึกษาได้ศึกษาด้วยตนเองก่อนสอบ ผลปรากฏว่าการศึกษาในชุดที่ ๖๖ ได้ผลดี นอกจากนี้ จากการที่นายทหารนักเรียนมีพื้นฐานการศึกษาสูง จึงทำให้สามารถปรับปรุงวิธีการในการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของกอง ทัพบก ซึ่งต้องการให้ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เน้นการให้การศึกษาภาคปฏิบัติยิ่งกว่าการบรรยาย 

            ในด้านวิธีการเรียนการสอนนั้น ก็ได้พัฒนามาโดยลำดับ โดยผสมผสานการบรรยายในภาคทฤษฎี ควบคู่กับการปฏิบัติ ด้วยการทำแบบฝึกหัดแก้ปัญหา และฝึกภาคสนาม ต่อมาในชุดที่ ๖๒ เป็นต้นมา ปรากฏว่ามีนายทหารนักเรียนเข้ารับการศึกษา ประมาณชุดละ ๓๐๐ นาย จึงได้พัฒนาวิธีการศึกาาเพื่อรองรับนายทหารนักเรียนจำนวนมาก โดยการใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ต่อมาได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้ผลจึงได้ยกเลิกระบบโทรทัศน์วงจรปิด เป็นการสื่อการเรียนการสอนตั้งแต่ชุดที่ ๖๖ แต่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนเสริม และควบคุมการศึกษาเป็นคณะ ซึ่งได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ชุดที่ ๖๒ เช่นเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๙ กองทัพบกได้กำหนดนโยบายการศึกษาให้โรงเรียนเสนาธิการทหารบกเน้นการสอนในภาค ปฏิบัติมากกว่าการบรรยาย ดังนั้นในชุดที่ ๖๕ จึงได้ปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น จนถึงประมาณร้อยละ ๔๐ และในชุดที่ ๖๖ เพิ่มเป็นการศึกษาในภาคปฏิบัติ ร้อยละ ๖๐ และการบรรยายประมาณร้อยละ ๔๐

             ในด้านการประเมินผลการศึกษานั้น ได้ใช้ระบบการศึกษาแบบหน่วยกิต และให้คะแนนเป็นตัวอักษรหรือเป็นเกรดตั้งแต่ชุดที่ ๖๓ เป็นต้นมาด้วยระบบการอิงกลุ่ม ต่อมาได้พัฒนาเข้าสู่ระบบอิงเกณฑ์ และอิงกลุ่มผสมกัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีจุดประงสงค์หลัก ๒ ประการ คือ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล และรองรับโครงการศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การทหาร) หรือใช้คำย่อว่า ศศ.ม.(การทหาร) การสอบเปลี่ยนจากการสอบเป็นรายวิชาเมื่อจบวิชานั้น ๆ ไปสู่การสอบเป็นห้วงเวลา ซึ่งในชุดที่ ๖๖ ได้จัดช่วงสอบไว้ ๓ ครั้งตลอดหลักสูตร การเปลี่ยแปลงวิธีการสอบ ก็เพื่อให้นายทหารนักเรียนตั้งใจเรียนและตั้งใจสอบในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ให้แทนการเรียน และแอบดูหนังสือเพื่อสอบไปพร้อม ๆ กันจากการจัดการสอบดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรเป็น ๓ ภาคการศึกษา ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป 

            สำหรับ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การทหาร) ซึ่งมักจะเรียกกันว่า หลักสูตรปริญญาโททางทหารนี้ ได้ถือกำเนิดมาจากการที่กองทัพบกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ซึ่งจะต้องพิจารณาควบคู่กันไปกับการพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์ความเจริญให้กับ ประเทศชาติและทหารนั้น นอกจากจะมีหน้าที่ในการป้องกันประเทศแล้ว ยังจะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในยามปกติอีกด้วย ดังนั้น จึงจะต้องพัฒนากำลังพลของกองทัพ ทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสม ในอันที่จะเสริมสร้างความมั่นคง และส่งเสริมความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติ ดังนั้น ในปี ๒๕๒๙ กองทัพบกจึงได้เปิดการศึกษา หลักสูตรปริญญาโททางทหาร รุ่นที่ ๑ ขึ้น และเปิดต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

 

1965748
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
592
833
2718
62637
102781
1752416
1965748